WORLD4  Thailand

หมวดหมู่: บทวิเคราะห์
Asia Plus Group Holdingบล.เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ : บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นรายวัน
กลยุทธ์การลงทุน      
วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2562
ภาพรวม SET Index เชื่อว่า Upside จากจุดนี้ขึ้นไป จะมีไม่มาก โดยที่บริเวณ 1670 – 1680 จุด จะทำหน้าที่เป็นแนวต้านสำคัญ ทั้งนี้ปัจจัยแวดล้อมทางพื้นฐานวันนี้ยังไม่มีเรื่องใหม่ ความสนใจยังอยู่ในเรื่องการเจรจาสงครามการค้า และสถานการณ์ในการจัดตั้งรัฐบาล กลยุทธ์การลงทุนจะเน้นหุ้นที่มี Downside จำกัด และมีปัจจัยบวกช่วยขับเคลี่อน ซึ่ง TFG (FV@B 4.50) เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ และยังคงชอบ BBL (FV@B 227)
        SET Index    1,664.73
        เปลี่ยนแปลง (จุด)    11.23
        มูลค่าการซื้อขาย (ล้านบาท)    47,580
            
ย้อนรอยตลาดหุ้นไทย … แกว่งทรงตัวตลอดวัน
วานนี้ ตลาดหุ้นไทยแกว่งทรงตัวในกรอบแคบหลังจากที่ปรับตัวขึ้น 8 จุดตอนตลาดเปิด จนทำให้ปิดที่ระดับ 1664.73 จุด เพิ่มขึ้น 11.23 จุด (+0.68%) มูลค่าการซื้อขาย 4.75 หมื่นล้านบาท โดยกลุ่มที่หนุนตลาด คือ กลุ่มพลังงานเช่น EA(+0.46%) PTT(+0.53%)  PTTEP(+2.40%) TOP(+1.67%) กลุ่มธ.พ. เช่น SCB(+0.76%) KBANK(+0.52%) BBL(+0.50%) กลุ่มสื่อสารเช่น ADVANC(+0.51%) DTAC(+0.50%) TRUE(+3.00%) รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่เช่น PTTGC(+2.02%) CPALL(+0.92%) และ MINT(+2.60%) เป็นต้น
นับจากต้นเดือน พ.ค.2562 ที่สงครามการค้ารอบใหม่ปะทุขึ้นมา (สหรัฐฯปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 2 แสนล้าน USD จาก 10% เป็น 25% และตามมาด้วยการกดดัน Huawei) พบว่า SET Index มีความผันผวนอย่างมาก โดยปรับลดลงจากบริเวณ 1680 จุด มาต่ำสุดที่ราว 1600 จุด เมื่อ 24 พ.ค.2562 แต่หลังจากนั้นก็ปรับตัวกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบัน SET Index มาอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับช่วงเวลาก่อนที่สงครามการค้ารอบใหม่จะประทุขึ้นมา ซึ่งภาพการเคลื่อนไหวดังกล่าวเหมือนกับเป็นการสะท้อนว่าในทางปัจจัยพื้นฐาน SET Index ยังไม่ได้ดูดซับผลกระทบจากสงครามการค้ารอบใหม่เข้าไปไว้ในราคา แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มองได้ว่าแรงขับเคลื่อนที่ทำให้ SET Index ปรับตัวกลับขึ้นมาเป็นแรงส่งที่มาจาก Fund Flow ที่ไหลเข้า หลังจากที่ MSCI ปรับเพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นไทย ประกอบกับการที่ถูกคาดหวังว่าทิศทางดอกเบี้ยยังจะอยู่ในระดับต่ำและมีโอกาสปรับลด ซึ่งเป็นกลไกที่เพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงิน อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยเห็นว่า เหตุปัจจัยที่ทำให้ Fund Flow ไหลเข้ากำลังจะค่อยๆ ลดน้ำหนักลง ซึ่งหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทางพื้นฐานเชิงบวกเกิดขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งการเจรจาสงครามการค้า ก็อาจทำให้ Upside ในช่วงเวลาจากนี้ไปของ SET Index ถูกจำกัด โดยบริเวณ 1670 – 1680 จุดจะเป็นแนวต้านที่แข็งแกร่ง กลยุทธ์ในช่วงเวลานี้จึงให้ความสำคัญกับการเลือกหุ้นที่มี Downside จำกัด และมีประเด็นในการขับเคลื่อนราคา ซึ่ง TFG มีคุณสมบัติดังกล่าว
ส่งออกจีนเดือน พ.ค. กลับมาเพิ่มขึ้นแต่ช่วงสั้น ยังให้น้ำหนักประชุม G20
ยอดการค้าระหว่างประเทศของจีน  เดือน พ.ค. ที่รายงานวานนี้ คือ ยอดส่งออก (X) ในหน่วยดอลลาร์ขยายตัว 1.1%yoy ดีกว่าที่ตลาดคาดหดตัว 3.8%  หลักๆ เป็นผลจากการที่ผู้ผลิตสหรัฐเร่งนำเข้าสินค้าจากจีนเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบของการที่รัฐบาลสหรัฐประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในรอบที่ 3 วงเงิน 2  แสนล้านเหรียญอัตรา 25% ล่าสุด จะมีผลวันที่ 15  มิ.ย. 2562 
สวนทางกับการนำเข้า(M) ในเดือนเดียวกัน หดตัวแรงราว 8.5% มากกว่าที่ตลาดคาดหดตัว 3.8% เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศจีนได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ทำให้ผู้ผลิตชะลอการนำเข้าสินค้าเพื่อมาผลิต  โดยเฉพาะถั่วเหลือง หลังจากจีนประกาศยกเลิกการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐเดือน พ.ค. เห็นได้จากปริมาณการนำเข้าถั่วเหลืองเฉลี่ย 5M62 หดตัวราว 12.2%yoy เป็นต้น
ฝ่ายวิจัยเชื่อว่า 7 เดือนที่เหลือของปี 2562 คาดว่ายอดส่งออกของจีน เดือน มิ.ย. น่าจะยังขยายตัวต่อ  เพราะสหรัฐน่าจะยังเร่งนำเข้าสินค้าก่อนที่ภาษีจะมีผลกลางเดือน มิ.ย. 2562 แต่หากทั้ง 2 ประเทศยังไม่สามารถทำข้อตกลงทางการค้าได้ในการประชุม  G20  ระหว่างวันที่ 28-29 มิ.ย. 2562 ที่ประเทศญี่ปุ่น เชื่อว่าภาคการส่งออกของจีนจะชะลอตัวต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี    และน่าจะกระทบต่อไทย เนื่องจากประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย คือ จีนราว 18.1% รองลงมาคือ ญี่ปุ่น 11.5% และสหรัฐ 9.7% ตามลำดับ  กระทบต่อยอดส่งออกไทยในช่วงที่เหลืออีก  8 เดือน (พ.ค.-ธ.ค.) ในปีนี้มีแนวโน้มชะลอลงต่ำกว่าที่คาด  ซึ่งสะท้อนไปในสมมติฐานการส่งออกปี 2562  ที่ ASPS  กำหนดใหม่เป็นหดตัว  3% และนำเข้าเหลือขยายตัว 0.5% และคาด GDP Growth ปี 2562 ขยายตัว 2.7% จากเดิมมี.ค.คาดที่  3.4% (อ่านเพิ่มในบทวิเคราะห์ Economic Outlook ฉบับวันที่ 7 มิ.ย. 2562)      
ราคาน้ำมันปรับฐานช่วงสั้น ระยะยาวหาจังหวะสะสมหุ้นน้ำมัน Upside กว้าง และ มี Div.yield 
ราคาน้ำมันดิบโลกแกว่งตัวในทิศทางขาลง ผลจากความกังวลฝั่งความต้องการบริโภคน้ำมันโลก(Demand) โดยเฉพาะสหรัฐ,จีน ผู้บริโภคน้ำมันอันดับ 1 และ 2 ของโลกรวมกันราว 50% ของการบริโภคน้ำมันทั่วโลก  มีแนวโน้มลดลงแรงจากผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐ-จีนที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ
ขณะที่ฝั่ง Supply จะลดลงจากความคาดหวังการยืดระยะเวลาในควบคุมการผลิตน้ำมันตามข้อตกลง OPEC และ Non OPEC  ที่ทำสัญญาครั้ง ล่าสุด ธ.ค. 2561 จะตัดลดการผลิตถึงกลางปี 2562 ที่ 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน) และคาดจะยืดต่อไปเป็นสิ้นปี 2562  ซึ่งให้น้ำหนักการประชุม OPEC  ที่ กรุงเวียนนา  วันที่ 3-4 ก.ค. เลื่อนจากเดิมที่จะประชุมวันที่  25-26 มิ.ย. 
โดยรวมราคาน้ำมันดิบดูไบปรับลดลงราว  16% จากจุดสูงสุดของปีวันที่ 24 เม.ย.2562   ล่าสุดราคาปิดวานนี้อยู่ที่   59.01 เหรียญต่อบาร์เรล(เฉลี่ยนับตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่   64.67 เหรียญ)  และมีโอกาสไปแตะ 50 เหรียญฯ  เทียบกับสมมติฐานที่ ASPS คาด โดยสัปดาห์ที่แล้วฝ่ายวิจัยมีการปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบมาเป็น 60 เหรียญ (เดิม 65 เหรียญฯ) ในปี 2562 และนับจากปี 2563 เป็นต้นไป   ปรับลดเหลือ 65 เหรียญฯจากเดิม 70 เหรียญฯ    ทำให้กลยุทธการลงทุน ระยะสั้นยังแนะนำชะลอการลงในหุ้นกลุ่มน้ำมันและกลุ่มปิโตรเคมีออกไปก่อน      ขณะที่การลงทุนในระยะยาว ASPS  แนะนำหาจังหวะเข้าไปสะสมหุ้นน้ำมัน เนื่องจากเชื่อว่าราคาน้ำมันได้ปรับฐานจนมี Downside จำกัด แนะนำหาจังหวะสะสมหุ้นน้ำมันที่ราคาเริ่มมี upside เปิดกว้าง และให้ผลตอบแทนจาก Dividend Yield สูง   (รายละเอียดดังตาราง) 
Valuations หุ้นกลุ่มน้ำมัน/ปิโตรฯ
 
Fund flow ยังคงไหลเข้าทั้งหุ้นและตราสารหนี้ไทย
วานนี้ ต่างชาติซื้อหุ้นในภูมิภาคเป็นวันที่ 2 อีก 320 ล้านเหรียญ และเป็นการซื้อสุทธิทุกประเทศ โดยเริ่มในแถบเอเชียเหนือ นั้นคือเกาหลีใต้ที่ซื้อสุทธิ 106 ล้านเหรียญ (ซื้อสุทธิเป็นวันที่ 2) ตามด้วยไต้หวัน 100 ล้านเหรียญ (หลังจากขายสุทธิ 1 วัน) ส่วนตลาดหุ้นในกลุ่ม TIP เริ่มที่อินโดนีเซียถูกซื้อสุทธิ 33 ล้านเหรียญ (ซื้อสุทธิเป็นวันที่ 3) ,ฟิลิปปินส์ 28 ล้านเหรียญ (หลังจากขายสุทธิ 3 วัน) และไทยที่ต่างชาติซื้อสุทธิ 52 ล้านเหรียญ หรือ 1.6 พันล้านบาท (หลังจากขายสุทธิ 1 วัน)  เช่นเดียวกับสถาบันที่ซื้อสุทธิ 1.2 พันล้านบาท
หากพิจารณาเฉพาะประเทศไทยตั้งแต่ต้นเดือน (mtd) พบว่า มีการซื้อสุทธิหุ้นไทยมูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท และซื้อสุทธิตราสารหนี้เป็นมูลค่าถึง 4.7 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นระยะสั้น(Y<1) 3.6 หมื่นล้านบาท และระยะยาว(Y>1) 1.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งถ้าเทียบกัน จะเห็นได้ว่ามีการซื้อตราสารหนี้ระยะสั้นมากกว่า เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวน กดดันให้นักลงทุนหันมาลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างตราสารหนี้ระยะสั้นที่ได้ผลตอบแทนที่แน่นอนอีกทั้งระยะเวลาถือครองไม่นานนัก 
ข้อมูลแสดงเงินทุนต่างชาติไหลเข้าออกรายเดือนของแต่ละประเทศในภูมิภาค
 
หุ้นเด่นจิ๋วแต่แจ๋ว WORK, MCS    
WORK แนะนำซื้อ (FV@ B 29) โดยฝ่ายวิจัยฯ ยกระดับคำแนะนำเป็น “ซื้อ” และเพิ่มมูลค่าพื้นฐานเป็น 29 บาท จาก 24 บาท: คาดแนวโน้มกำไรของ WORK จะเริ่มกลับมาสดใสในครึ่งปีหลัง หนุนจากการปรับผังการใหม่ในเดือน มิ.ย.62 เช่น รายการ Big Format อย่าง 10 Fight 10 นำซุปเปอร์สตาร์ดาราชายแถวหน้ามาขึ้นสังเวียนชกมวยแบบต่อยจริงเจ็บจริง ออกอากาศทุกวันจันทร์ เริ่มวานนี้เป็นวันแรก เชื่อว่าเป็นรายการที่มีกระแสแรงทั้งในทีวีและโลกออนไลน์ รวมถึงจะช่วยกอบกู้เรตติ้งของช่องคืนมา นอกจากนี้ WORK ยังได้รับผลบวกจากมาตรา 44 ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานลดลง คือ ในส่วนของค่าตัดหน่ายใบอนุญาต ประเมินว่าจะลดลง 40 ล้านบาทในปีนี้ และ 70 ล้านบาทในปี 63  และลดค่าใช้จ่ายในการเช่าโครงข่าย MUX ซึ่งจะได้รับการสนับสนุน 100% ตั้งแต่ ก.ค. ปี 63 เป็นต้นไป  อีกทั้งจะได้เงินคืนอีก 400 ล้านบาท จากค่าใบอนุญาตที่ชำระเกินไป อย่างไรก็ตามเพื่อให้สะท้อนภาวะอุตสาหกรรมทีวีดิจิตอล ฝ่ายวิจัยจึงมีการปรับลดสมมุติฐาน ทำให้กำไรสุทธิปี 2562 ลดลง  10% เหลือ 390 ล้านบาท แต่ค่าใช้จ่ายที่ลดลงในระยะยาว ทำให้กำไรในปีถัดไปเพิ่มขึ้น แนะนำซื้อ
MCS แนะนำซื้อ (FV@ B 9.00) : ราคาหุ้นเริ่มฟื้นตัว และยังคาดหวัง Div Yield ได้สูงถึง 6.2% และในมุมพื้นฐาน พบว่า การกลับเข้ามารับตำแหน่ง CEO ของ ดร. ไนยวน ชิ ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อลูกค้าญี่ปุ่นทำให้ MCS ได้รับงานเพิ่มต่อเนื่อง หนุน Backlog เพิ่มขึ้นเป็น 1.5 แสนตัน อาทิ  Shibuya (งานส่งออกญี่ปุ่น 2.56 หมื่นตัน), O-NES (1 หมื่นตัน), และงานรับทำทั้งตึก 2 โครงการ (7 หมื่นตัน) เป็นต้น และด้วย Backlog ที่เพิ่มขึ้นอย่างท่วมท้น จึงทำให้แนวโน้มธุรกิจช่วง 1- 2 ปีข้างหน้า (ปี 2563 – 2564)  สดใสมากขึ้น ขณะที่แนวโน้มกำไร 2H62 จะเติบโตก้าวกระโดด หนุนด้วยงานส่งออกญี่ปุ่นจำนวนมาก ฝ่ายวิจัยจึงปรับเพิ่มประมาณกำไรปี 2562 เพิ่มขึ้น 9.8% เป็น 351 ล้านบาท พร้อมเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ  ราคาเหมาะสมใหม่เท่ากับ 9 บาท
หุ้นเด่นจิ๋วแต่แจ๋ว 
กลยุทธ์เลือกหุ้นที่มี Valuation โดดเด่นกว่าตลาดฯ BBL, TFG
ความคาดหวังต่อการใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายของสหรัฐ รวมถึงการได้มาของรัฐบาลใหม่ของไทย หนุน Fund Flow ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องตั้งแต่ 28 พ.ค. 62 ถึงปัจจุบันแล้วกว่า 3.09 หมื่นล้านบาท ช่วยผลักดันให้ SET Index ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในเดือน มิ.ย. 62 กว่า 45 จุด มาอยู่ที่ 1664.73 จุด ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนจะมีประเด็น Trade war เข้ามากระทบตอนต้นเดือน พ.ค. 62 และหากพิจารณาจากกรอบกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2562 ที่ฝ่ายวิจัยประเมิน 103 - 105 บาท ได้กรอบดัชนีเป้าหมายอยู่ที่ 1694 -1727 จุด (บนสมมุติฐาน Market Earning Yield Gap เฉลี่ยที่ 4.28%) แสดงให้เห็นว่า Upside ของดัชนีเริ่มมีจำกัด ฝ่ายวิจัยฯ จึงได้ทำการคัดกรองกลุ่มหุ้นที่มีความได้เปรียบทางด้าน Valuation ทั้งในมุมของ EPS Growth 62F และ Expected P/E 62F พบว่ามีจำนวน 6 กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจลงทุน ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิยช์, กลุ่มอสังหาฯ, กลุ่มรับเหมาฯ, กลุ่มวัสดุก่อสร้าง, กลุ่มอาหาร และกลุ่มการเงิน (รายละเอียดและความน่าสนใจในแต่ละ Sector จะกล่าวในบทวิเคราะห์ Market Talk ถัดๆไป)
กลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นในกลุ่มที่มีความได้เปรียบทางด้าน Valuation เมื่อเทียบกับตลาด และเลือกเป็นรายหุ้น BBL TFG เป็น Top picks โดยมีรายละเอียดดังนี้
BBL (Buy: FV@ B227) ราคาหุ้นยัง Laggard ตลาดฯ อยู่มาก โดยตั้งแต่ต้นปี 2562 ถึงปัจจุบัน ราคาหุ้น BBL ปรับตัวลง -1.5% ขณะที่ SET Index เพิ่มขึ้นมาแล้วกว่า 6.45% ด้วยราคาหุ้นยังคาดหวัง Div Yield ได้สูงถึง 4% และเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์จาก Fund Flow ที่ไหลเข้าในช่วงนี้ จึงถือเป็นโอกาสดีในการลงทุน
TFG (Buy: FV@ B4.50) แนวโน้มกำไรสุทธิงวด 2Q62 คาดยังเติบโตทั้ง QoQ และ YoY จากราคาสุกรเฉลี่ยตั้งแต่ต้นงวด 2Q62 ปรับเพิ่มขึ้น 3.7% qoq และ 24.2% yoy มาที่ 72.2 บาท/กก. และจากการเข้าช่วงฤดูกาลส่งออกไก่สู่ต่างประเทศ อีกทั้งยังได้ผลบวกจากทิศทางราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ทั้งข้าวโพดและกากถั่วเหลืองปรับลดลงตั้งแต่ช่วงต้นปี 2562 หนุนธุรกิจสุกรและไก่ฟื้นตัวต่อเนื่องในงวด 2Q62 ขณะที่กำไรสุทธิปี 2562 จะฟื้นตัวถึง 106.9% yoy จากฐานกำไรที่ต่ำในปี 2561 นอกจากนี้ TFG ยังมีการปรับรูปแบบธุรกิจ หาช่องทางจำหน่ายสินค้าที่มีมูลค่าสูงมากขึ้น ได้แก่ การส่งออกไก่และการจำหน่ายไก่สู่ร้านอาหารชั้นนำ (Food service) มากขึ้น ส่วนธุรกิจสุกรเน้นจำหน่ายสุกรชำแหละเป็นชิ้นส่วนมากขึ้น
ภรณี ทองเย็น, CISA 
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน, ปัจจัยทางเทคนิค
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004146
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม, 
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน, ปัจจัยทางเทคนิค
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004132
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 075365
 ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 087636
เจิดจรัส แก้วเกื้อ
   ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
วรรณพฤกษ์ โกมลวิทยาธร
ผู้ช่วยนักเศรษฐศาสตร์
ภวัต ภัทราพงศ์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์เชิงปริมาณ