WORLD4  Thailand

หมวดหมู่: บริษัทจดทะเบียน

FITCH12 4ฟิทช์ จัดอันดับเครดิตภายในประเทศหุ้นกู้ชุดใหม่ของ บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย ที่ระดับ ‘A+(tha)’

    ฟิทช์ เรทติ้งส์ – กรุงเทพฯ – 26 สิงหาคม 2562: บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศจัดอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long Term Rating) หุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิชุดใหม่ของ บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC (ซึ่งมีอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ ‘A+(tha)’ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) มูลค่า 1.0 หมื่นล้านบาท – ชุดที่ 2/2562 ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2566 – ที่ระดับ ‘A+(tha)’ เงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ครั้งนี้จะนำไปใช้สำหรับชำระคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด

     หุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ SCC เนื่องจากหุ้นกู้ดังกล่าวมีสถานะเท่าเทียมกับหนี้ไม่มีหลักประกัน และไม่ด้อยสิทธิของ SCC

     ฟิทช์ เรทติ้งส์ – กรุงเทพฯ – 18 มิถุนายน 2562: บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศ (National Rating) ระยะยาวของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ที่ ‘A+(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ และคงอันดับเครดิตภายในประเทศของหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิของบริษัทฯ ที่ ‘A+(tha)’ และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้น (National Short-term Rating) ที่ ‘F1(tha)’

 

 

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต

      ค่าใช้จ่ายลงทุนที่สูงขึ้น; อัตราส่วนหนี้สินอยู่ในระดับสูง – ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิที่ปรับปรุงแล้วต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงของเงินทุนหมุนเวียน (FFO adjusted net leverage) ของ SCC จะเพิ่มขึ้นไปอยู่ในประมาณ 3 เท่า ในปี 2562-2564 (อัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ระดับ 2.7 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2562) ซึ่งเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายลงทุนที่สูงขึ้น   SCC ยังคงรักษาแผนการใช้จ่ายลงทุนไว้ในระดับประมาณ 2.5 แสนล้านบาท ในช่วงห้าปีข้างหน้า โดยร้อยละ 70-75 ของแผนการใช้จ่ายลงทุนดังกล่าวใช้สำหรับโครงการลงทุนหลักจำนวน 4 โครงการในธุรกิจเคมิคอลส์และแพคเกจจิ้ง ซึ่งรวมถึงการเข้าซื้อหุ้นสัดส่วนร้อยละ 55 ใน PT. Fajar Surya Wisesa Tbk. (Fajar) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย Fajar ด้วยเงินลงทุนประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งแล้วเสร็จเมื่อ 28 มิถุนายน 2562

      กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง – กระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงของเงินทุนหมุนเวียน (FFO) ของ SCC น่าจะยังคงแข็งแกร่งอยู่ในระดับประมาณ 6 หมื่นล้านบาทต่อปี ในช่วงสองปีข้างหน้า (ปี 2561 อยู่ที่ระดับ 6.3 หมื่นล้านบาท) ฟิทช์คาดว่ารายได้และกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของบริษัทฯ จะค่อนข้างคงที่ในปี 2562 และเพิ่มขึ้นในปี 2563 แนวโน้มอุตสาหกรรมที่อ่อนตัวลงของธุริจเคมิคอลส์น่าจะได้รับการชดเชยจากการเติบโตของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และการขยายตัวของธุรกิจแพคเกจจิ้งของบริษัทฯ ฟิทช์เห็นว่าความต้องการปูนซีเมนต์ในประเทศไทยน่าจะยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมก่อสร้างทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ในขณะที่ความต้องการซื้อสินค้าเคมีภัณฑ์หลายประเภทน่าจะถูกกดดันจากสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับจีน

     การกระจายความเสี่ยงในธุรกิจที่หลากหลาย – ฟิทช์คาดว่าสัดส่วน EBITDA จากธุรกิจแพคเกจจิ้งจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับประมาณร้อยละ 25 ในปี 2563 จากการเข้าซื้อหุ้น Fajar อันดับเครดิตของ SCC ได้รับการสนับสนุนจากการที่บริษัทฯ มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี ทั้งประเภทผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและการกระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ สำหรับธุรกิจหลักของบริษัทฯ ได้แก่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ธุรกิจเคมิคอลส์ และธุรกิจแพคเกจจิ้ง ซึ่งมีส่วนช่วยให้กระแสเงินสดของบริษัทฯ มีความสม่ำเสมอ รวมถึงการลดความเสี่ยงเฉพาะที่อาจเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง โดยปกติ EBITDA ของ SCC จะขึ้นอยู่กับธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และธุรกิจเคมิคอลส์ เนื่องจากเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วนขนาดใหญ่ประมาณร้อยละ 80-85 ของ EBITDA รวม โดยความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในตลาดภายในประเทศที่แข็งแกร่งได้ช่วยชดเชยผลกระทบจากวงจรธุรกิจขาลงของธุรกิจเคมิคอลส์ในช่วงปี 2554-2555 ในขณะที่ผลกำไรจากธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ลดลงในช่วงปี 2558-2561 ได้รับการชดเชยจากวงจรธุรกิจขาขึ้นของธุรกิจเคมิคอลส์และการขยายตัวของธุรกิจแพคเกจจิ้ง  

       ธุรกิจหลักทั้งหมดของ SCC มีการกระจายตัวในหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน ฟิทช์คาดว่าสัดส่วนรายได้จากการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20-25 ในช่วงสามถึงห้าปีข้างหน้า (ปี 2561 ประมาณร้อยละ 15) โดยได้รับการสนับสนุนจากผลประกอบการของโรงงานปูนซีเมนต์ในภูมิภาคอาเซียนที่เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป และการขยายกำลังการผลิตของธุรกิจแพคเกจจิ้งในประเทศฟิลิปปินส์ และการรวมผลประกอบการของ Fajar ในประเทศอินโดนีเซียหลังจากการเข้าซื้อกิจการ ฟิทช์คาดว่าการเพิ่มขึ้นของผลกำไรจากธุรกิจปูนซีเมนต์ในภูมิภาคอาเซียนจะเป็นไปอย่างช้าๆ เนื่องจากกำลังการผลิตส่วนเกินในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศอินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อราคาสินค้าและอัตราส่วนกำไรของผู้ประกอบการ นอกจากการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน SCC ยังมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 27 ของรายได้รวมในปี 2561

       สถานะความเป็นผู้นำตลาด – SCC เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อันดับเครดิตของ SCC ได้รับการสนับสนุนจากสถานะความเป็นผู้นำตลาดในธุรกิจหลักของบริษัทฯ โดย SCC มีกำลังการผลิตและส่วนแบ่งการตลาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและในหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับกลุ่มสินค้าปูนซีเมนต์ กระเบื้องเซรามิก เคมีภัณฑ์ขั้นปลาย (โพลีโอเลฟินส์และพีวีซี) และกระดาษบรรจุภัณฑ์

       ความผันผวนของธุรกิจ – อันดับเครดิตยังพิจารณารวมถึงการที่ SCC ต้องเผชิญกับความผันผวนของธุรกิจเคมิคอลส์ ทั้งนี้ SCC มีอำนาจในการกำหนดราคาที่จำกัด เนื่องจากสินค้าหลักส่วนใหญ่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งถูกกำหนดราคาโดยอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลก

 

การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป

       SCC มีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งกว่าบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) (SCCC, ‘A(tha)’/แนวโน้มเครดิตเป็นลบ) ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดปูนซีเมนต์ในประเทศที่สูงกว่า สถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งกว่าของ SCC ซึ่งสะท้อนจากขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่ามาก และมีการกระจายความเสี่ยงในหลากหลายธุรกิจ ทำให้ SCC มีอันดับเครดิตที่สูงกว่า SCCC หนึ่งอันดับ แม้ว่าจะมีอัตราส่วนหนี้สินสูงกว่าเล็กน้อย

      เมื่อเปรียบเทียบกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC, อันดับเครดิต ‘AA+(tha)’ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ, อันดับเครดิตโดยลำพัง ‘aa-(tha)’) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย   SCC มีการกระจายความเสี่ยงในธุรกิจอื่นที่หลากหลายกว่า ซึ่งทำให้ SCC มีความเสี่ยงต่อความผันผวนของอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์น้อยกว่า อย่างไรก็ตาม PTTGC มีอัตราส่วนหนี้สินที่ต่ำกว่า จึงมีอันดับเครดิตที่สูงกว่า SCC

สมมุติฐานที่สำคัญ

 

สมมุติฐานที่สำคัญของฟิทช์ที่ใช้ในการประมาณการ

-       รายได้คงที่ในปี 2562 และเติบโตในอัตราร้อยละ 5-6 ต่อปี ในปี 2563-2564 โดยมาจากธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และธุรกิจแพคเกจจิ้งเป็นหลัก ในขณะที่รายได้จากธุรกิจเคมิคอลส์คาดว่าจะลดลงในปี 2562-2563

-     EBITDA Margin อยู่ที่ระดับร้อยละ 14-15 ในปี 2562-2564 (ปี 2561 อยู่ที่ร้อยละ 14)

-      ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนประมาณ 2.5 แสนล้านบาท ในช่วงห้าปีข้างหน้า

-     อัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิ (Dividend Payout) ที่ระดับร้อยละ 40-50 ในปี 2562-2564 (ปี 2561 อยู่ที่ร้อยละ 50)

 

ปัจจัยที่อาจมีผลกับอันดับเครดิตในอนาคต

ปัจจัยบวก:

-      ฟิทช์ไม่คาดว่าจะมีการปรับเพิ่มอันดับเครดิต เว้นแต่จะมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการขยายธุรกิจเคมิคอลส์ในต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น การเปิดดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบของโครงการ Long Son Petrochemicals (LSP) ในประเทศเวียดนาม

 

ปัจจัยลบ:

-     สถานะทางธุรกิจและการเงินของบริษัทฯ ที่อ่อนแอลง ซึ่งส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิที่ปรับปรุงแล้วต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงของเงินทุนหมุนเวียน (FFO adjusted net leverage) อยู่ในระดับสูงกว่า 2 เท่า อย่างต่อเนื่อง ในช่วงที่ดำเนินธุรกิจปกติโดยไม่มีการลงทุน หรือสูงกว่าระดับ 3 เท่า ในช่วงที่มีการลงทุนขยายธุรกิจ

สภาพคล่อง

      สภาพคล่องอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้: สภาพคล่องของ SCC ได้รับการสนับสนุนจากเงินสดและเงินลงทุนที่มีสภาพคล่องเทียบเท่าเงินสด (ตามการปรับปรุงตัวเลขโดยฟิทช์) จำนวนประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2562 กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในระดับประมาณ 6 หมื่นล้านบาทต่อปี และความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ผ่านตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ในประเทศ รวมถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงิน สภาพคล่องของ SCC ในช่วงสองปีข้างหน้ายังต้องพึ่งพิงแหล่งเงินทุนจากภายนอกเนื่องจากแผนการใช้จ่ายลงทุนที่สูง อย่างไรก็ตาม SCC ได้รับการสนับสนุนวงเงินกู้จากสถาบันการเงินสำหรับโครงการลงทุนหลักแล้ว

       ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2562 บริษัทฯ มีหนี้สินทั้งหมดจำนวน 2.2 แสนล้านบาท โดยร้อยละ 84 เป็นหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ ในสกุลเงินบาท และประมาณร้อยละ 30 ของหนี้สินทั้งหมดจะถึงกำหนดชำระในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

 

 

Fitch Rates Siam Cement's New Debentures 'A+(tha)'

    Fitch Ratings-Bangkok-26 August 2019: Fitch Ratings (Thailand) Limited has assigned The Siam Cement Public Company Limited's (SCC, A+(tha)/Stable) new THB10 billion unsecured and unsubordinated debentures - No.2/2562, due 2023 - a National Long-Term Rating of 'A+(tha)'. The proceeds will be used to refinance maturing debentures.

     The notes are rated at the same level as SCC's National Long-Term Rating as they constitute direct, unsecured, unconditional and unsubordinated obligations of the company.

 

KEY RATING DRIVERS

     Rising Capex; High Leverage: Fitch expects SCC's funds from operations (FFO) adjusted net leverage to increase to about 3.0x in 2019-2021 (end-1H19: 2.7x) due to increasing capex. SCC plans to maintain its five-year capex and investment plan at around THB250 billion, of which 70%-75% is committed to four major chemical and packaging projects. This includes the acquisition of a 55% stake in listed Indonesia-based packaging company PT Fajar Surya Wisesa Tbk (Fajar) for THB21 billion, which was completed on 28 June 2019.

      Strong Operating Cash Flow: SCC's FFO is likely to remain strong at around THB60 billion a year over the next two years (2018: THB63 billion). Fitch expects the company's revenue and EBITDA to be flat in 2019 before rising in 2020. We expect the weaker chemicals industry outlook to be offset by growth in the cement and building materials (CBM) industry and increasing contribution from the expansion in its packaging business. Fitch believes demand for cement in Thailand will continue to recover, driven by increased construction in both the private and public segments, especially developments relating to mass-transit extensions. However, prolonged global trade tensions could dampen demand for several chemical products.

       Well-Diversified Businesses: Fitch expects the EBITDA contribution from packaging to rise to about 25% by 2020 following the acquisition of Fajar. SCC's ratings are supported by both product and geographical diversity of its core CBM, chemicals and packaging businesses. This helps to smooth its operating cash flow and mitigate some sector-specific risks. SCC's EBITDA is led generally by CBM and chemicals as they contribute 80%-85%. Strong domestic cement demand compensated for the previous trough in petrochemicals demand in 2011-2012, and the shrinking cement earnings over 2015-2018 were offset by the upturn in chemicals and the expanding packaging business.

      SCC has diversified its footprint across ASEAN countries for all its key businesses and Fitch expects SCC's revenue generation from ASEAN operations to increase to 20%-25% over the medium term (2018: 15%). This rise will be supported by a gradual ramp-up of the regional cement plants and expansion of the packaging business, including additional capacity of packaging paper in the Philippines and consolidation of Fajar in Indonesia. We expect earnings improvement in the regional cement businesses to be slow because of oversupply (particularly in Indonesia and Vietnam) pressuring product prices and margins. SCC's export revenue accounted for 27% of total revenue in 2018.

       Leading Market Position: SCC is one of Thailand's largest conglomerates. Its ratings are underpinned by its leading market position in its core products. SCC has the largest capacity and market share in cement, ceramic tiles, downstream chemicals (polyolefins and polyvinyl chloride), and packaging paper in the domestic market and several ASEAN countries.

        Product Cyclicality: The ratings also take into account SCC's inherent exposure to the cyclicality of the chemicals business. Furthermore, SCC has limited ability to influence pricing of many of its products in light of their commoditised nature whereby prices are determined by global demand and supply.

 

DERIVATION SUMMARY

      SCC has a stronger business profile than its closest peer in Thailand's building materials sector, Siam City Cement Public Company Limited (SCCC, A(tha)/Negative), in light of SCC's larger domestic cement market share. SCC's stronger business profile, taking into account the company's significantly larger operating scale and diversification across various businesses, warrants the one-notch higher ratings. This is despite SCC's slightly higher leverage.

       SCC has a smaller chemicals business compared with PTT Global Chemical Public Company Limited (PTTGC, AA+(tha)/Stable, Standalone Credit Profile of aa-(tha)), the largest integrated refining and petrochemical operator in Thailand. However, SCC has broader diversification across industries, which reduces its exposure to volatility in the chemicals industry. Nevertheless, PTTGC has a more conservative financial profile, resulting in a higher rating.

KEY ASSUMPTIONS

 

Fitch's Key Assumptions Within Our Rating Case for the Issuer

- Revenue to be flat in 2019 and increasing by about 5%-6% a year in 2020-2021, largely from the CBM and packaging businesses while we expect revenue from the chemicals business to drop in 2019-2020

- EBITDA margin maintained at about 14%-15% in 2019-2021 (2018: 14%)

- Five-year capex plan of about THB250 billion

- Dividend payout ratio of 40%-50% in 2019-2021 (2018: 50%)

 

RATING SENSITIVITIES

Developments That May, Individually or Collectively, Lead to Positive Rating Action

- We do not expect positive rating action unless there is a significant profit contribution from the overseas expansion of its chemicals business; for instance, from the full operation of the Long Son Petrochemicals project in Vietnam.

      Developments That May, Individually or Collectively, Lead to Negative Rating Action

- A weakening of the company's business and financial profile resulting in FFO adjusted net leverage at above 2.0x for a sustained period during the normal run of business, or above 3.0x during a business expansion phase.

LIQUIDITY

       Manageable Liquidity: SCC's liquidity is supported by cash and Fitch-defined liquid investments of about THB39 billion at end-June 2019, strong cash flow from operations of about THB60 billion a year, and strong refinancing ability through local debt-capital markets and bank funding. SCC's liquidity over the two years is likely to rely on external funding because of its large capex. However, SCC has secured bank loans for its major committed projects.

       Total debt was THB217 billion at end-June 2019, 84% of which was Thai baht-denominated senior unsecured debentures. About 30% of total debt will mature in the next 12 months.

Click Donate Support Web

ais 790x90

GC 950x120

sme 720x90

banpu 720x90 new1 1